
ที่มารูปภาพ : https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2908916
การเติบโตของ Artificial Intelligence (AI), Cloud Computing และบริการดิจิทัล กำลังทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่แต่เบื้องหลังการทำงานของ Data Center ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีภายในอาคารเพียงอย่างเดียว “ทำเลที่ตั้ง” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการดำเนินงาน ความต่อเนื่องของระบบ และศักยภาพในการขยายโครงการในอนาคต
สำหรับนักลงทุน การเลือก Data Center Location จึงต้องพิจารณามากกว่าความเหมาะสมของที่ดิน แต่ต้องมองถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำ การสื่อสาร พลังงาน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศทางธุรกิจโดยรอบ
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center โดยเฉพาะในพื้นที่ Eastern Economic Corridor (EEC) ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนา Power, Water, Fiber และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กันไป แล้วทำเลที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และประเทศไทยมีความพร้อมในด้านใด?
Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องสำหรับ Server, Storage, Network และระบบ Cooling ดังนั้น ความมั่นคงและความเพียงพอของไฟฟ้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกพื้นที่ นักลงทุนควรพิจารณาทั้งกำลังไฟฟ้าที่สามารถรองรับได้ ความต่อเนื่องของระบบ และศักยภาพในการเพิ่มกำลังไฟฟ้าตามการขยายตัวของ Data Center
ประเด็นด้านพลังงานกำลังได้รับความสำคัญในประเทศไทยเช่นกัน โดย BOI ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการที่มีหน้าที่กลั่นกรองโครงการ Data Center โดยพิจารณาครอบคลุมทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง
แม้ Data Center จะถูกมองว่าเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยี แต่การดำเนินงานยังต้องอาศัยทรัพยากรพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำสำหรับระบบ Cooling ในบางรูปแบบ
ดังนั้น การเลือกพื้นที่จึงควรพิจารณาทั้ง
ปริมาณน้ำที่สามารถรองรับได้
ความมั่นคงของแหล่งน้ำ
ความสามารถในการรองรับการขยายตัว
ระบบบริหารจัดการน้ำ
การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่โดยรอบ
EECO เองก็ให้ความสำคัญกับการวางแผนทรัพยากรน้ำสำหรับ Data Center โดยผลักดันแนวทาง Closed-loop Water Management เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Green Data Center ใน EEC
Data Center จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับผู้ใช้งาน ระบบ Cloud และเครือข่ายต่าง ๆ ดังนั้นระบบโทรคมนาคมและ Connectivity จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทำเลที่ดีควรมีโครงข่าย Fiber Optic และระบบสื่อสารที่สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมาก รวมถึงควรมีเส้นทางเชื่อมต่อที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของระบบ
EECO ระบุว่า Connectivity โดยเฉพาะโครงข่าย Subsea Cable เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของประเทศไทยในการพัฒนา Data Center และ Digital Infrastructure ในภูมิภาค
Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง การเลือกพื้นที่จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพแวดล้อมโดยรอบ นอกจากการประเมินพื้นที่ตั้งแล้ว ระบบระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำภายในโครงการก็มีส่วนช่วยในการบริหารความเสี่ยง
Data Center เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตตามความต้องการด้าน Computing และ Digital Services ดังนั้นการเลือกพื้นที่จึงควรพิจารณา Scalability ตั้งแต่เริ่มต้น พื้นที่ที่เหมาะสมควรมีศักยภาพในการรองรับการขยายอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ตามความต้องการในอนาคต
เมื่อ Data Center มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ประเด็นด้าน Energy Efficiency และ Renewable Energy จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนโครงการ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับทิศทางของ EEC ที่ต้องการผลักดันพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center โดยให้ความสำคัญกับ Clean Energy, Advanced Cooling และ Closed-loop Water Management
การเลือกทำเลสำหรับ Data Center ไม่ได้พิจารณาเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายในโครงการ แต่ควรมองถึง Supply Chain และ Ecosystem ของธุรกิจโดยรอบ ด้วย เนื่องจาก Data Center เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ตั้งแต่การก่อสร้าง การออกแบบระบบไฟฟ้า ระบบ Cooling ระบบ Network ไปจนถึงการบำรุงรักษาและระบบรักษาความปลอดภัย
สวนอุตสาหกรรม 304 พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยพื้นที่ในจังหวัด ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทราที่อยู่ในเขต EEC ชูจุดขายด้านความพร้อมของไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตกว่า 893 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วยไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลและแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำกำลังผลิต 555 เมกะวัตต์ และน้ำอุตสาหกรรมที่มีกำลังผลิตกว่า 424,000 ลบ.ม./วัน โดยทางสวนอุตสาหกรรม 304 มีอ่างเก็บน้ำรวมความจุมากกว่า 40 ล้านลูกบาศก์เมตรรองรับการใช้งานของภาคอุตสาหกรรม นอกจากการจัดหาน้ำแล้ว การบริหารจัดการน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ทางสวนอุตสาหกรรม 304 ยังมีที่ดินที่พัฒนาแล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
สร้างระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับอนาคตสำหรับธุรกิจ ด้วยพลังงานสีเขียว สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และการเชื่อมต่อระดับโลก
ติดต่อเรา