
ทั้งหลักการ Carbon neutral กับ Net zero ต่างก็มีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีแนวทาง ขอบเขต และวิธีการที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความหมาย ความแตกต่าง และความสำคัญของ Carbon Neutral กับ Net Zero ต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนี้
Carbon Neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ การทำให้การปล่อยคาร์บอน (CO2) จากภาคการผลิตกลายเป็นศูนย์ ผ่านหลักการทำงาน 3 กลไก:
Net Zero Emission คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งมุ่งเน้นการรักษาสมดุลของ ก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด เช่น CO2, CH4 (มีเทน), และ N2O (ไนตรัสออกไซด์) โดยต้องทำให้ปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกไปเท่ากับปริมาณที่กำจัดออกไป เช่น หากโรงงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 100 ล้านตัน Net zero คือการต้องดูดกลับก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 100 ล้านตันเช่นกัน มาตรการสำคัญของ Net Zero Emission ได้แก่:
|
Carbon Neutral |
Net Zero |
|
|
ความหมาย |
สร้างสมดุลระหว่างคาร์บอนที่ปล่อยกับที่ดูดกลับ |
ลดสร้างก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ |
|
ขอบเขต |
CO2 |
CO2, CH4, N2O |
|
วิธีการ |
ลด, ดูดกลับ, ชดเชย |
ลดจากต้นทางโดยตรง |
|
การชดเชย |
ใช้คาร์บอนเครดิต |
ลดจากต้นทางโดยไม่ใช้คาร์บอนเครดิต |
Net Zero Emission แตกต่างจาก Carbon Neutrality ตรงที่ไม่พึ่งพาการชดเชยด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิต ทำให้องค์กรต้องลดและกำจัดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางโดยตรง ซึ่งกระบวนการนี้ซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า Carbon Neutrality ประมาณ 15 ปี

แม้จะมีรายละเอียดวิธีการและเป้าหมายแตกต่างกัน แต่ Carbon Neutral กับ Net Zero นั้น มีเป้าหมายหลักร่วมกันที่การลดปริมาณคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน และเยียวยาให้โลกกลับมาสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ในระดับนานาชาติได้มีการทำความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 1997 เป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ต่ำกว่าปริมาณการปล่อยในปี 1990
ต่อมาในปี 2015 ได้มีความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่เป็นส่วนขยายของพิธีสารเกียวโต มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำว่า 2°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และก้าวไปสู่เป้าหมายในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ได้เข้าร่วมความตกลงปารีสเช่นกัน โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าว่าจะไปสู่ Carbon Neutrality ให้ได้ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065
Carbon Neutral กับ Net Zero เรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดสมดุลขึ้นจริงระหว่างการปล่อยและการดูดกลับคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก เพื่ออนาคตที่ดีของโลกต่อไป หากเป้าหมายสามารถบรรลุผลได้ จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อโลกอย่างมาก เช่น
ปัจจุบันทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของ Carbon Neutral กับ Net Zero มากขึ้น ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวางเป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ในแง่หนึ่ง Carbon Neutral กับ Net Zero ก็มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเช่นกัน ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องใส่ใจในประเด็นนี้ ได้แก่
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ทุกคนพุ่งเป้ามาที่กลุ่มของธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศโลกในปริมาณมาก จึงเกิดแรงกดดันให้ธุรกิจยุคใหม่จำเป็นต้องหันมาใส่ใจเรื่องของ Carbon Neutral กับ Net Zero และดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาองค์กรตามหลัก ESG (Environment, Social, and Governance) ซึ่งนักลงทุนและผู้บริโภคมักจะนำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจเลือก ดังนั้นธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมักจะมีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น
ในหลายประเทศได้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Carbon Neutral กับ Net Zero เช่น สหภาพยุโรปได้กำหนดนโยบาย “Carbon Border Adjustment Mechanism” (CBAM) และมาตรการภาษีคาร์บอน รวมถึงประเทศไทยเองที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2030 ตามความตกลงปารีส เป็นต้น
หลายองค์กรในอุตสาหกรรมทั่วโลกมีการใช้มาตรฐานการประเมินเพื่อให้การเข้าสู่ Carbon Neutral หรือ Net Zero เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol ซึ่งเป็นกรอบสากลสำหรับทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและตั้งเป้าการลดคาร์บอนได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ และมาตรฐาน ISO 14064 ที่ถูกนำใช้ในหลายองค์กรในประเทศไทยเพื่อวัดปริมาณ รายงานผล และ ปรับปรุงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
อีกหนึ่งกรอบสำคัญที่องค์กรในไทยเริ่มนำมาใช้ คือ SBTi (Science Based Targets initiative) ซึ่งช่วยให้องค์กรตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ต่ำกว่า 1.5–2 °C โดยมาตฐานเหล่านี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG ให้กับองค์กร อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้นด้วย
ในอนาคตแนวโน้มเรื่องของธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับความสำคัญมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นดำเนินงานปรับเปลี่ยนระบบไปสู่การใช้พลังงานทดแทน วางเป้าหมายเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก จะมีโอกาสในการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากกว่า นอกจากจะลดต้นทุนเรื่องของพลังงานสิ้นเปลืองแล้ว ยังมีโอกาสได้รับการลงทุนในระยะยาวมากขึ้นด้วย
ภาพลักษณ์ของธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของความไว้ใจได้ ความน่าเชื่อถือขององค์กร ดังนั้นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ในเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อมส่งผลดีต่อการตัดสินใจร่วมงานของพาร์ทเนอร์และนักลงทุนด้วย
ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สามารถทำได้ในภาคอุตสาหกรรมของไทย สวนอุตสาหกรรม 304 คือผู้อำนวยความสะดวกที่สนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างเต็มที่ มีระบบรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน ESG เช่น การใช้พลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ
เรามีความพยายามอย่างยิ่งในการสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สร้างระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับอนาคตสำหรับธุรกิจ ด้วยพลังงานสีเขียว สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และการเชื่อมต่อระดับโลก
ติดต่อเรา